X Close

ค้นหาข้อมูลในเว็บนี้ พิมพ์คำหลัก (Keywords) ในช่อง search.....


ยินดีต้อนรับ ผู้เยี่ยมชม คนที่

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday60

Today: Aug 17, 2015
Visitors Counter
Home Articles โรคมะเร็งป้องกันด้วยอาหาร (Anti-cancer Diets)

โรคมะเร็งป้องกันได้โดยโภชนบำบัด มังสวิรัติ

โรคมะเร็งและอาหารมังสวิรัติ มะเร็งเป็นโรคที่หายยาก สิ้นเปลืองมาก และใช้เวลานาน ดังนั้นควรหาทางป้องกันมะเร็งจะดีที่สุดโดยโภชนบำบัด อาหารมังสวิรัติ

ก้อนมะเร็งต่างชนิดที่ผ่าตัดมาจากผู้ป่วย

แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีทันสมัย มีการผ่าตัด การฉายรังสีและยาเคมีใหม่ ๆ เพื่อรักษาโรคมะเร็งให้ดีอย่างไรก็ตาม สถิติอัตราการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิดในประชากรก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงไป แต่กลับมีการเพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งต่อประชากรแสนคนมากขึ้น โดยเฉพาะ  มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีสถิติผู้ป่วยเพิ่มปีต่อปีทีเดียว  ในปัจจุบันนี้นักมะเร็งวิทยาจึงหันมาสนใจในการป้องกันหรือชะลอการเจริญเติบ โตของเซลล์มะเร็งมากขึ้น  ควบคู่ไปกับการรักษาสมกับคำว่า “กันไว้ดีกว่าแก้”  หากเป็นมะเร็งแล้วจะแย่จนแก้ไม่ทัน จึงมีการวางแผนขั้นตอนยุทธการที่จะพิชิตโรคมะเร็งโดยใช้วิธี “รุก” ป้องกันมากกว่าวิธี “รับ” หรือเพียงการรักษาอย่างเดียว การป้องกันมี 3 ระดับ ดังนี้

1.     การป้องกันแบบปฐมภูมิ (primary prevention) เป็นการป้องกันระดับเริ่มต้นสุดและสำคัญที่สุด ในขณะร่างกายไม่ได้รับสารก่อมเร็ง ขณะที่สุขภาพแข็งแรงดี ยังไม่ได้รับสารพิษหรือมีโรคมะเร็งเกิดขึ้น การป้องกันในระดับแรกสุดนี้จึงมีความสำคัญมากที่สุด เพื่อให้ชีวิตปลอดโรคมะเร็งที่แท้จริง สมกับพุทธภาษิตที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา” หรือ “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” นั่นเอง ควรปฏิบัติดังนี้

ก.     หลีกเลี่ยงการได้รับหรือการสัมผัสสารพิษที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้แก่

-       อาศัยอยู่ในบริเวณที่สะอาด ปราศจากมลภาวะใด ๆ

-       มีอาชีพที่เหมาะสม หรือมีวิธีป้องกันสารพิษอย่างมีประสิทธิภาพ

-       หลีกเลี่ยงอาหารที่หมักดอง มีสารเคมี เช่น สารกันบูด สารปรุงแต่งสี สารรสหวาน สารสังเคราะห์  สารเสริมรส ฯลฯ

-       งดหรือลดการสูบบุหรี่ และการดื่มสุราและเครื่องดื่มอัลกอฮอล์

-        หาทางปกป้องปิดจมูก เมื่อไปอยู่ที่มีอากาศไม่บริสุทธิ์ เช่น ควันไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่ก๊าซพิษจากโรงงาน

ข. ลดและทำลายความเป็นพิษ และอัตราเสี่ยงของสารก่อมะเร็งและสารทูเมอร์โปรโมเตอร์ได้แก่

-       ลดปริมาณอาหารรสหวานและมันที่ให้แคลอรี่สูง โดยเฉพาะอาหารไขมันและน้ำตาล ให้เหลือปะรมาณหนึ่งในสามของแคลอรี่ที่ควรจะได้รับต่อวัน

-      กินอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวซ้อมมือ และเมล็ดธัญญพืช ควรเพิ่มอาหารที่มี ไวตามิน เอ อี และซี เช่น พวกผักผลไม้ ซึ่งมีไวตามินและกากใยอาหารให้สมดุลย์โภชนาการ

-         ออกกำลังเป็นประจำ อย่าให้ร่างกายมีน้ำหนักอ้วนมากเกินไป

-         ลดอาหารพวกเนื้อสัตว์จากวัว หมูและไก่ อาจใช้เถั่วเต้าหู้แทนโปรตีน

-          ทานดเมล็ดพืช หลากหลายสี เมล็ดงาขี้ม้อน มีกรดไขมัน 3-โอเมก้าซึ่งสามารถลดโคเลสเตอรอลและชะลอการเกิดมะเร็งได้

-         หมั่นชำระล้างผิวหนัง หมั่นล้างปากและกลั่วคอบ้วนทิ้ง

-         ไม่ควรอยู่กลางแดดหรือได้รับแสงอุลตราไวโอเลทนานเกินไป นอกจากมีสิ่งหุ้มห่อผิวหนัง

ค.       เพิ่มความต้านทานและภูมิคุ้มกันต่อโรคมะเร็ง

-         การออกกำลังกายเป็นประจำ

-         ไม่หักโหม หมกมุ่นงานมากเกินไป ลดความเคร่งเคียด

- มีการศึกษาหาสารต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ที่เรียกว่า สารต้านการก่อมะเร็ง (anticarcinogen) และสารต้านทูเมอร์โปรโมเตอร์ (anti-tumor promoter) วิธีการใหม่นี้เรียกว่า “การป้องกันด้วยวิธีเคมี” (chemoprevention) มีสารบางชนิดในอาหาร สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ด้วยดังตัวอย่าง สารที่ได้รับการยืนยันในหลอดทุดลองหรือสัตว์ทดลองและในระบาดวิทยาของโรคมะเร็งว่า สามารถต่อต้านหรือป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ เช่น เบตาแคโรทีน , สารเรตินอยด์ , ไวตามินอี , ไวตามินซี ,อินโดลคาร์บินอล  (indole carbinol) ซึ่งในผักกระหล่ำปลีและบรอคโคลี่ สารแทนนินชนิด EGCG (epigallo catechin gallate) ในใบชาเขียว , สารโปลีแซคคาไรด์จากเห็ดและสาหร่ายทะเลเป็นต้น

-      การรักษาสุขภาพจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส ปราศจากความเครียดมีอารมณ์ดี ย่อมทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ในสภาพที่ปกป้องร่างกายให้ปลอดโรคมะเร็งได้ด้วย

2.    การป้องกดันระดับทุติยภูมิ (secondary prevention)

เป็นการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในระยะที่ร่างกายได้รับสารก่อมะเร็งหรือสารส่งเสริมการเกิดมะเร็งเข้าไปจำนวนหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะมีอาการความเป็นพิษเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม แต่ยังไม่มีลักษณะหรืออาการของโรคมะเร็งเกิดขึ้น ถือได้ว่าบุคคลในระยะนั้นมีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งค่อนข้างสูง จึงจำเป็นต้องหาวิธีป้องกัน โดยการลดความเสี่ยงลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โอกาสการเกิดหรือการขยายตัวของเซลล์ มะเร็งก็จะน้อยลง ควรจะปฏิบัติดังต่อไปนี้

ก. พยายามขจัดหรือทำลายพิษนั้นให้ออกจากร่างกายให้มากและเร็วที่สุด เช่น การให้สาร BAL ขับสารโลหะหนักได้หลายชนิด รวมทั้งตะกั่ว แคดเมียมและสารหนู

ข. ดื่มน้ำบริสุทธิ์ให้มากเพียงพอไม่ต่ำกว่า 8 แก้วต่อวัน เพื่อลดระดับของสารพิษที่ละลายได้ในเลือด โดยน้ำจะพาสารพิษและเมตะบอไลท์ของมันออกทางน้ำดี เหงื่อ และปัสสาวะ

ค. รับประทานอาหารประเภทธัญญพืชที่มิได้ขัดสี ผัก ผลไม้ให้มากขึ้น  วิตามินอี วิตามินซี และเบตาแคโรทีน ทำหน้าที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่สามารถทำลายอนุมูลอิสระ (free radicals) อันเกิดจากสารพิษได้ นอกจากนี้สารเรตินอยด์ สามารถควบคุมการแบ่งตัวและการปรับสภาพของเซลล์เยื่อบุผิวให้เป็นปกติและเหมาะสม

ง. หมั่นตรวจเช็คร่างกายเพื่อหามะเร็งในระยะแรกเริ่ม (early detection) โดยปรึกษากับแพทย์เป็นประจำ ได้แก่การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยรังสี (mammography) การคลำด้วยตนเอง การตรวจมะเร็งปอดด้วยเอ็กซเรย์ การตรวจมะเร็งช่องปาก โดยวิธีการของทันตแพทย์การตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยแป๊ปสะเมียร์ (Pap smear) การตรวจมะเร็งตับโดยเครื่องมืออุลตร้าซาวด์ และการตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการตรวจเลือดในอุจจาระและการส่องดูด้วยกล้องเอ็นโคสโคป

ารตรวจเลือดหาสารทูเมอร์มารค์เกอร์ (tumor marker) เช่น CEA,AFP,b-HCG,sialic acid,ferritin ฯลฯ ก็สามารถติดตามและบอกสภาวะของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นแล้วได้

3.  การป้องกันระดับตติยภูมิ (tertiary prevention)

ระดับนี้อาจจะสายมากเกินไปสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง เมื่อทราบว่าโรคมะเร็ง เมื่อทราบว่าโรคมะเร็งเกิดขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายแล้วต้องรีบรักษาหรือป้องกันเพื่อมิให้มันขยายตัวเองมากเกินไปและลุกลามไปที่อื่น อาจกระทำได้หลายวิธีโดยอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรควิธีการปัจจุบันที่นิยมคือ การผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกทิ้งไป การฉายรังสีขนาดสูงเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่คงหลงเหลือหรือผ่าตัดออกไม่ได้ และการบำบัดด้วยสารเคมีที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้โดยตรง อาจใช้ทำลายวิธีร่วมกันเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด

อย่างไรก็ตามการป้องกันระดับนี้เป็นทางด้านคลินิกเป็นส่วนใหญ่ ผู้ป่วยไม่สามารถทำด้วนตนเองได้เหมือนการป้องกันสองระดับแรก ต้องพึ่งการตัดสินใจของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ค่าใช้จ่ายจะสิ้นเปลืองมากในแง่ของเศรษฐกิจ ผลที่ได้รับต่อผลที่เสียไปในระดับนี้จะไม่คุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับการป้องกันในระดับแรก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางจิตใจต่อผู้ป่วยและญาติมิตรอย่างมหาศาล

ขอให้ท่านจงมีสดชื่น แข็งแรงดี อย่าประมาทกับการดูแลชีวิตตนเอง และโปรดระวัง หลีกเลี่ยงอาหารเนื้อสัตว์ที่ทำให้เกิดมะเร็ง และโรคอื่น ๆ นะครับ

ดูหลักฐานเรื่องนี้ได้จาก ข่าวสด ข่าวใหม่ ๆ จาก นสพ. http://www.thairath.co.th/content/edu/227344?mid=56

ข่าวสารงานวิจัย เกี่ยวกับ Red meat lovers at risk of kidney cancer: Study

http://www.mb.com.ph/articles/346388/red-meat-lovers-have-more-kidney-cancer

http://m.torontosun.com/2011/12/28/red-meat-lovers-at-risk-of-kidney-cancer-study

------------------------------------------------------------------------

กินอย่างไทย...ไม่กลัวมะเร็ง

Description: http://variety.teenee.com/foodforbrain/img5/132673.jpg


มะเร็งเป็นอะไร...  มันมาจากไหน...  ไม่มีใครยืนยันได้...แม้ผู้ที่ใครๆ ยอมรับว่ารู้เรื่องมะเร็งมากที่สุดอย่างแพทย์ หรือนักวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านอย่างเราก็ยังงงต่อไปกับมะเร็งเพื่อนตาย ที่ใครได้มันมาอยู่ร่วมกายด้วยคงมีโอกาสรอดยาก มะเร็งเป็นเพื่อนตายจริงๆ หากใครโชคร้ายได้มันเป็นเพื่อนแล้ว

เหตุที่มาของมะเร็ง แม้ไม่มีใครยืนยัน แต่วันนี้ถือว่ามีความชัดเจนขึ้นมาก ไม่ยากเลย...พฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนไปตามความเจริญทางวัตถุ คือเหตุก่อมะเร็งแน่นอน

องค์การอนามัยโลกยอมรับอย่างน่าชื่นตาบาน ถึงความเจ็บป่วยของคน...เรื่องกินคือปัญหา ไม่ว่าโรคอะไรล้วนได้รับจากอาหารเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงมะเร็งด้วย

อาหารเป็นสาเหตุก่อมะเร็ง แม้ในทางการแพทย์ยังกลัวๆ กล้าๆ ไม่ยืนยันก็ตาม แต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากการที่มนุษย์หันไปกินอาหารจากขบวนการทางอุตสาหกรรม ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกสบาย และชื่นชอบในความเอร็ดอร่อยจอมปลอม โดยไปหลงกลการตลาด แน่นอนว่าโรคภัยเจ็บจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาเริ่มห้ามโรงเรียนจำหน่ายน้ำอัดลม เพราะเด็กอเมริกันมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เมืองไทยเราก็เริ่มมีการนำร่องเรื่องนี้ไปแล้ว

ความหวานจากน้ำตาล สร้างปัญหาต่อน้ำหนัก นานวันเข้าเส้นเลือดต้องตีบตัน เป็นเบาหวาน ตับต้องทำงานหนักจนกรองของเสียไม่ไหวท้ายสุดเป็นมะเร็ง

ในสหรัฐอเมริกา มีการวิพากษ์กล่าวโทษภาคอุตสาหกรรมอาหารรุนแรงขึ้นทุกวัน น้ำอัดลมเป็นจำเลยรายแรก แล้วตามมาด้วยอาหารขยะกลุ่มจานด่วนป่วนเมือง รวมถึงการใช้สารเคมีต่างๆ ในภาคเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารเร่งเนื้อสำหรับสัตว์อย่างหมู ไก่ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมักง่ายของปศุสัตว์

ผู้ค้าร่ำรวย คนซวยคือผู้บริโภค...

แม้จะมีการต่อสู้จากคนกลุ่มหนึ่งซึ่งรักสุขภาพ แต่คนกลุ่มใหญ่ของโลกยังไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องนี้อยู่ดี และผู้ที่สู้ก็ยอมรับว่าทุกวันพวกเขาก็ยังต้องกินเนื้อหมูใส่สารเร่งเนื้อแดง กินผักที่ยังปนเปื้อน เพราะไม่รู้จะหลบเลี่ยงอย่างไร

ทำไมจึงยังสงสัย ไม่มีใครกล้ายันถึงปัญหาของความเจ็บป่วย ว่าอาหารนั้นคือตัวการ โดยเฉพาะมะเร็ง เมื่อยังเกรงใจใช้คำว่า อาจจะ พวกศรีธนญชัยก็เลี่ยงบาลีได้ว่าไม่มีการยืนยัน เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น...เมื่อเป็นดังนี้ อาหารที่เราต้องกินทุกวัน จึงไม่จำเป็นต้องควบคุมอะไร เพียงแค่สร้างภาพออกมาให้ผู้บริโภคพยายามระมัดระวังตนเอง หลีกเลี่ยงตามคำเตือน โดยหน่วยงานรัฐซึ่งต้องรับผิดชอบก็ถือว่าได้ทำตามหน้าที่แล้ว

การเตือนด้วยคำว่า อาจจะ จึงมีนัยหมายถึงการยอมรับว่าเป็นความจริงแต่รับไม่หมด ในฐานะประชาชนตาดำๆ จึงต้องชั่งใจในข้อมูลข่าวสารต่างๆ ต้องสร้างระบบประมวลผลให้ตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้ชาวอเมริกันในบางรัฐเริ่มหูตาสว่างกับอาหารอุตสาหกรรมที่ได้รับมาตรฐานเพียบ ทั้งความสะอาดของโรงงาน วัตถุดิบที่นำมาใช้ แม้แต่เครื่องแบบที่ใช้ยังมีการฆ่าเชื้อ แต่ทำไมมนุษย์ยังกินอาหารปนเปื้อนทุกวัน...และเริ่มมีการฟ้องร้องกันแล้ว ส่วนใครฟ้องใคร ใครแพ้ใครชนะคงไม่ต้องพูด

คนไทยหันมามองตัวเองหน่อย ว่าเราหันไปกินอาหารจากภาคอุตสาหกรรมอย่างคนอเมริกันมากน้อยแค่ไหน...แน่นอนว่าเราตามเขาไปนานแล้ว ตั้งแต่ข้าวเราก็ใช้ทั้งปุ๋ยทั้งยาฯ หมู ไก่ มันก็โตด้วยสารเคมี ผัก ผลไม้อีก บรรยายไม่หมด

แน่นอนว่า หากพฤติการณ์การกินยังไม่เปลี่ยน ภาคการผลิตยังไม่ปรับ คนไทยต้องป่วยตามฝรั่ง และตัวเลขของผู้ป่วยมะเร็งต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน...แต่เราก็ยังไม่ถึงทางตันเหมือนฝรั่ง วันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้ทันฝรั่ง

พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทางอุตสาหกรรม

โชคของเรายังมี แม้การเกษตรจะก้าวตามความต้องการของตลาด ไปเน้นปริมาณ แต่เราก็ยังมีพื้นที่ซึ่งไม่เสียหาย และภาคการผลิตเกษตรอินทรีย์เริ่มกลับมา...นี่แหละคือทางรอด

อาจเป็นจุดอิ่มตัวของเกษตรเคมีแล้วก็เป็นไปได้...น่าดีใจที่ชาวนาไทยเริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ มีการขยายพื้นที่มากขึ้น ข้าวอินทรีย์กำลังได้รับความนิยม...นี่ก็ชัดเจนในหนทางรอด เพราะข้าวคืออาหารหลักที่คนไทยกินทุกวัน รวมถึงคนอีกราว 4 พันล้านทั้งโลก ลองคิดดูสิว่า หากใครต่อใครยังกินข้าวปนเปื้อนสารเคมี โอกาสรอดความเจ็บป่วยและจากมะเร็งมันจะมีสักเท่าไร

หากเราหันมากินข้าวอินทรีย์ ทั้งยังกินข้าวกล้องหรือข้าวแดง ข้าวชนิดนี้คือยา...เพราะข้าวกล้องอุดมด้วยธาตุอาหารซึ่งคือสารตั้งต้นที่ร่างกายต้องใช้ โดยเฉพาะธาตุอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทหรือสมอง

ข้าวช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กระดูก สร้างเม็ดเลือด มีกากไยสูง ลดน้ำตาล ไขมันในหลอดเลือด...อื่นๆ อีกมากมายที่เป็นคุณสมบัติของข้าวกล้อง เมื่อระบบต่างๆ ที่กล่าวมามีการสร้างเสริมอย่างเป็นระบบ แล้วจะป่วยได้อย่างไร มะเร็งมันกลัวความแข็งแรงของร่างกาย

เรามีข้าวดี...มีอาหารในชีวิตประจำวันกินคู่กับข้าว มันเพิ่มความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างน้ำพริกกะปิ มีผักต่างๆ เมนูเด็ด...นี่คือยาที่ได้จากอาหาร ในกะปิมีทั้งโปรตีนและแคลเซียมธรรมชาติเข้มข้น น้ำพริกจึงไม่ต้องกินมากแค่จิ้มๆ จกๆ ก็พอ...ผักต่างๆ ในหนึ่งจาน อาจประกอบด้วย ผักบุ้ง กระเจี๊ยบมอญ ฟักทอง บวบ...ฯลฯ กินอย่างนี้คนไทยไม่ขาดสารอาหารแน่นอน...เสริมอีกสักหนึ่งอย่าง มีแกงเลียงด้วย

แกงเลียงเป็นอาหารที่มีงานวิจัยรองรับ...ใครมีปัญหาด้านโภชนาการ ให้กินแกงเลียงบ่อยๆ ไม่ต้องเสียค่าโง่ซื้ออาหารเสริมมากิน...ในแกงเลียงมี กะปิ บอกสรรพคุณไปแล้วจากน้ำพริก...กุ้งแห้งมีทั้งแคลเซียม ไอโอดีน...หอมแดง มีแคลเซียมเยอะ ช่วยขับลม หมายถึงว่าระบบการไหวเวียนของเลือดมีตัวช่วยใน

การกระตุ้น ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานเต็มที่

มาดูผักต่างๆ ในแกงเลียง...  ผักสำหรับใช้ในแกงเลียง โบราณท่านไม่จำกัดว่าต้องเป็นผักอะไร แกงเลียงเป็นแกงอิสระสามารถทำได้อย่างไร้เงื่อนไข แต่หากให้เป็นมาตรฐาน แกงเลียงต้องมีบวบ...บวบเป็นผักมีสารอาหารครอบจักรวาล...ฟักทองมีเบต้าแคโรทีน ช่วยต้านมะเร็งชัดเจน ทั้งยังเป็นโปรวิตามินเอ หมายถึงว่า เบต้าแคโรทีนสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ส่วนหนึ่ง เมื่อได้รับไขมัน วิตามินเอช่วยให้ดวงตาสวยไส ป้องกันสารพัดต้อ

แกงเลียงต้องมีใบแมงลัก...ใบแมงลักช่วยไม่ให้ท้องอืด  มันช่วยในระบบย่อยของกระเพาะอาหาร ใบแมงลักมีคุณสมบัติรักษาความเป็น กรดในกระเพาะอาหารให้คงที่ ระบบย่อยจึงไร้ปัญหา กระเพาะอาหารจะแข็งแรงมาก โอกาสความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะจึงไร้กังวล

แกงเลียงสมัยใหม่ใส่ข้าวโพดอ่อนด้วย ข้าวโพดเป็นธัญพืชซึ่งไม่ผ่านการขัดสี คุณสมบัติของข้าวโพดจึงไม่ต่างจากข้าวกล้อง ข้าวโพดจะมีตัวช่วยย่อยสารอาหารในกระบวนการสุดท้ายเพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เต็มที่ มีวิตามินอีต้านความชรา หมายถึงว่า เซลล์เก่าจะถูกผลัดทิ้ง เซลล์มะเร็งถูกกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารไทยจึงเป็นเป็นยาโดยปริยาย กินทุกวันร่างกายย่อมมีภูมิต้านทานโรค ทั้งขบวนการของอาหารไทย หากเราหลีกเลี่ยงใช้วัตถุดิบที่ผ่านจากภาคอุตสาหกรรมยิ่งปลอดภัยแน่นอน...วันนี้คนรุนใหม่อยู่ในภาวะเสี่ยงของมะเร็ง เพราะกินอาหารจากอุตสาหกรรม เด็กๆ ชอบกินขนมถุง ชอบสั่งอาหารขยะที่ดูโก้เก๋มากินที่บ้าน...หยุดมันเถอะ...มากินอย่างไทย เรามีอาหารมากมายต้านโรคได้

แกงป่า...น้ำยาใต้ อาหารไทยทุกชนิดของเผ็ดร้อนนี่แหละ...คือยอดอาหารต้านโรค เอาไว้โอกาสหน้าจะนำเสนอ...แล้วคุณจะเข้าใจและรักอาหารไทย หากยังสงสัยว่าในชีวิตประจำวันจะต้องกินอะไรให้ปลอดโรค

----------------------------------------

การป้องกันมะเร็งด้วยอาหารพืชผักผลไม้

จากงานวิจัยทางระบาดวิทยา มีการยืนยันว่า..

  1. กินผักผลไม้สามารถลดการสูบหรี่ และป้องกันโรคมะเร็งปอดได้ คลิ๊ก

ด้วยความปรารถนาดีจาก สมาคมมังสวิรัติแห่งประเทศไทย

บทความยอดนิยม(Top Articles)

สมาคมมังสวิรัติ ชม.(CM TVA)

ร้านอาหารมังสวิรัติ/เจ (Veggie Rest.)

แหล่งข้อมูลฟรี ด้านวิถึมังสวิรัติ/เจนานาขาติ- Free Web of data source about vegetarianism in Thailand and Asia