X Close

ค้นหาข้อมูลในเว็บนี้ พิมพ์คำหลัก (Keywords) ในช่อง search.....


ยินดีต้อนรับ ผู้เยี่ยมชม คนที่

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday60

Today: Aug 17, 2015
Visitors Counter
Home อาหาร ผักผลไม้พื้นบ้านต้านมะเร็ง (Diet, vegetables, & fruits against cancer)

อาหาร ผักผลไม้พื้นบ้านไทยต้านมะเร็ง(Anti-cancer Thai vegetables & fruits)

  • มีรายการผักพื้นบ้านมากมาย เช่น ยอดผักจิ้มน้ำพริก แกงป่า แกงแค ส้มตำ ยำถั่วพลู น้ำพริกลงเรือ ข้าวยำ แกงเหลือง
  • เหลือเชื่อนะครับว่า อาหารพื้นเมืองเหล่านี้ เป็นผักสมุนไพร ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ คือสารสำคัญในการต้านมะเร็งโดยตรง
  • มีการศึกษาวิจัยและนำสารเคมีสกัดจากพืชเหล่านี้มาใช้เพื่อป้องกันมะเร็งกันอย่างแพร่หลายแล้วในปัจจุบัน
  • สารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนติออกซิแดนท์ (antioxidants) เป็นสารป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดจากฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ (free radicals)
  • ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของร่างกาย การเกิดโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ รวมถึงการช่วยชะลอความชราของทั้งร่างกายและผิวพรรณ >> อ่านเพิ่มเติม>>

  • สารต้านอนุมูลอิสระในธรรมชาติ ได้แก่ วิตามิน ซี,  วิตามิน อี, วิตามิน เอ หรือเบต้าคาโรทีน, ไบโอฟลาโวนอยด์  และแร่ธาตุบางชนิด เช่น สังกะสี และเซเลเนียม

ตัวอย่างสารต้านอนุมูลอิสระในผัก

  1. วิตามิน ซี  เป็นสารอาหารที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย พบมากในผักสด ใบส่วนยอด และเมล็ดที่กำลังจะงอก เช่น ผักกาด ถั่วงอก หรือผักที่เป็นผล เช่น มะนาว ฝรั่ง มะขามป้อม
  2. วิตามิน อี ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย พบในพืชที่ให้น้ำมัน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ข้าวโพด ธัญพืช เมล็ดงา ข้าวกล้อง รำข้าว และผักต่างๆ
  3. เบต้าแคโรทีน และคาโรทีนอยด์ พบมากใน ลูกเหลียง ดอกโสน ใบย่านาง มะละกอ มะรุม  ยอดสะเดา มะม่วง ฟักทอง ผักแต้ว มะเขือเทศ หรือผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยวิตามิน เอ เช่น ผักบุ้ง คะน้า
  4. สารเซเลเนียม เช่น  กระเทียม หัวหอม ตัวอย่างพืชสมุนไพร

ตัวอย่างพืชสมุนไพร พืชผักพื้นบ้านต่างๆ ที่มีเบต้าแคโรทีน และแคโรทีนนอยด์สูง*



*ดัดแปลงจากข้อมูลในรายงานของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

  • “เห็นตารางข้างบนอย่างนี้แล้ว เวลาทานข้าวกะเพราอย่าเขี่ยใบกะเพราทิ้งเลยนะครับ เสียดายยาต้านมะเร็ง”
  • นอกจากให้คุณค่าทางสารวิตามินดังกล่าวแล้ว พืชสมุนไพร พืชผักพื้นบ้านยังให้กากใยอาหาร (dietary fiber)มากพอ ซึ่งสามารถจะดูดซับไขมัน สารพิษ ลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ช่วยการขับถ่าย ไม่ให้ท้องผูก ช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร ท้องผูกเรื้อรัง และมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้
  • ในพืชสีก็มียา สีของผักผลไม้ที่เราเห็นอยู่ คือ สารสีที่เป็นสารเคมีธรรมชาติ ที่เป็นทั้งยาและวิตามินสำหรับร่างกาย
  • สีขาว  : กระเทียม หัวหอมมีสารหลัก – Allyl Sulfides สารกำมะถันอินทรีย์ ประกอบด้วยกำมะถัน มีกลิ่นฉุน มีฤทธิ์ช่วยป้องกันการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งในระยะต่างๆ ลดระดับโคเลสเตอรอล และฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้
  • สีเหลือง : สับปะรด ข้าวโพด มี Vitamin C, Flavonoids, Lutein, Zeaxanthin (แอนติออกซิแดนท์) เป็นสารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และป้องกันความเสื่อมของดวงตาโดยการบำรุงสารสีในเรตินา ที่ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพของดวงตา
  • สีเขียว :  ผักโขม ผักกาด ถั่ว พริกสด คะน้า ผักบุ้ง มีสารหลัก คือ Chlorophyll (คลอโรฟิลล์) ซึ่งเป็นสาร ที่ช่วยกำจัดสารพิษ พวกโลหะหนัก และ กำจัดกลิ่นปาก ในสีเขียวก็มีสีเหลืองและสีน้ำเงิน เช่น เบต้าคาโรทีน ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระแลสารวิตามิน เอ บำรุงเนื้อเยื่อบุผิวและสายตา
  • สีส้ม  : แครอท สัม มีสารหลัก คือ วิตามิน เอ Alpha-carotene,  carotenoiids, และ Beta-carotene และวิตามิน เอ บำรุงเนื้อเยื่อบุผิว Beta-carotene เป็นสารที่ช่วย ต้านอนุมูลอิสระ (แอนติออกซิแดนท์) และบำรุงดวงตาและทำให้สายตามองเห็นได้ในที่มืดสลัว
  • สีแดง : มะเขือเทศ ฟักทอง มะละกอ แตงโม มีสารหลัก คือ lycopene (ไลโคปีน), phytoene เป็นสารยาที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ และสารช่วยยับยั้งการก่อเกิดของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งอื่นๆ
  • สีม่วง : มะเขือม่วง มะเกี๋ยง มะเม่า องุ่น กระหล่ำสีม่วง มีสารหลัก คือ anthocyanins (แอนโธซัยยานิน),  ellagic acid, flavonoids  สามารถยับยั้งการเจริญของมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมียได้ และมีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็งได้โดยกลไกต่างๆ
  • เห็นคุณประโยชน์ขนาดนี้แล้ว หันมาทานผักผลไม้ไทยกันให้เยอะๆ เถอะครับ เพราะหาง่าย ราคาถูก ให้ทั้งสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายและยังเป็นยาที่ป้องกันและยับยั้งการเกิดโรคได้ด้วย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พืชสมุนไพรและอาหารผักพื้นบ้านป้องกันโรคมะเร็งได้ ตอนที่ 1 ตอนที่ 2 ตอนที่ 3

 

  • พืชสมุนไพรและผักพื้นบ้านที่นำมาทำเป็นอาหาร ได้แก่ พรรณพืชผักหรือพรรณพืชไม้ ที่เจริญในท้องถิ่นและชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นอาหารประจำ เกิด ตามแหล่งธรรมชาติ ป่าดอย ภูเขา ห้วยบึง ริมน้ำ หรือถูกนำมาปลูกไว้เพื่อสะดวกในการเก็บบริโภค ผักพื้นบ้านมีชื่อเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น และนำไปปรุงเป็นอาหารพื้นเมืองให้มีรสชาติตามวิธีเฉพาะของท้องถิ่นนั้น ๆ พืชสมุนไพรและผักพื้นบ้านในประเทศไทยนั้นเดิมมีถึงมากกว่า300 ชนิด พบว่า ในภาคเหนือมีประมาณ 120 ชนิด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประมาณ 130 ชนิด ภาคใต้มีมากที่สุด ประมาณ 158 ชนิด พืชผักเหล่านี้ส่วนใหญ่จะนำแทบทุกส่วนของต้น ยอดใบอ่อน ดอก ผล เมล็ด หัวและราก มาใช้บริโภค
  • ผักพื้นบ้านอาจเป็นทั้งพืชอาหารและพืชสมุนไพรอันมีคุณค่ามาก คือ นอกจากเป็นอาหารแล้ว ยังมีประโยชน์ให้คุณค่าทั้งด้านยาด้วย เราอาจเรียกผักที่มีคุณค่าทางยานี้ว่า ผักพื้นบ้านสมุนไพร ผักพื้นบ้านจึงมีคุณค่ามหาศาลอีกทั้งเป็นพืชที่หาได้ง่าย ราคาถูก และปราศจากยาฆ่าแมลง ปลูกง่าย ทนทานต่อดินฟ้าอากาศ ไม่ต้องดูแลมาก ไม่ต้องปลูกบ่อย เพียงเก็บยอด ดอก ใบ ก็จะแตกหน่อชูช่อใบขึ้นมาใหม่ แม้ ว่าคนไทยเราได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาเรื่องผักพื้นบ้านสืบต่อกันมานานหลายร้อยปี มาแล้ว แต่น่าเสียดายที่ผักพื้นบ้านหลายชนิดถูกทำลาย ทอดทิ้งและลืมเลือนไป เนื่องจากมีพืชผักที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ นำมาปลูกในประเทศไทย เช่น ต้นหอม ผักชี ผักขึ้นฉ่าย ผักกาดขาว ผักคะน้า ผักกาดแก้ว ผักกวางตุ้ง ผักตั้งโอ๋ แครอท บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี กระหล่ำดอก หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น เข้ามาแทนที่
  • ดังนั้น สมควรที่เราจะต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู วิจัยและพัฒนาหรือประยุกต์ ส่งเสริมการใช้เพื่อให้ผักพืชสมุนไพรและพื้นบ้านเป็นที่ยอมรับและอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ถ้าโครชอบกิน แกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม ( ของดี...ราคาถูก) ขอแสดงความยินดีด้วยคับ...คุณมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยมาก...

นักวิชาการโลกฟันธงแล้ว ชนิดอาหารก่อมะเร็ง

บริโภค ' แกงเลียง ' ' แกงเหลือง 'ต้านโรคได้

โรคภัยที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นคือโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งตามมาอยู่อันดับสอง หลายสิบปีมาแล้วที่วงการแพทย์ทั่วโลกพยายามหาสาเหตุของโรคมะเร็งแต่ละอวัยวะเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไข เพื่อสรุปให้ได้ข้อชัดเจนเสียทีว่าการบริโภคหรือระบบโภชนาการของมนุษย์โลกเป็นสาเหตุของมะเร็งแต่ละชนิดได้แค่ไหน ล่าสุดหน่วยงาน เวิลด์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช ฟัน ( World Cancer Research Fund) ร่วมกับ อเมริกัน อินสติติว ฟอร์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช (American Institue for Cancer Research) ได้ตัดสินและสรุปงานวิจัยกว่า 7,000 เรื่องที่ศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ของอาหาร การออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน และความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก

ชนิพรรณ บุตรยี่ นักวิชาการจากสถาบัน โภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำงานวิจัยนี้มาบรรยายในงานประชุมเรื่อง ความท้าทายทางพิษวิทยาในศตวรรษที่ 21” ว่า งานวิจัยใช้ระยะเวลาสรุปผล 5 ปี โดยนำงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ใช้กลุ่มตัวอย่างมากสุด ถึง 100,000 คน และบางชิ้นมีการเก็บข้อมูลนานนับ 10 ปี ใช้เงินทำวิจัยมหาศาล จึงจัดเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือและยึดเป็นข้อมูลทางวิชาการได้ ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดแล้ว โดยเน้นเรื่องการกินและการออกกำลังกายเป็นหลัก แบ่งเป็น 3ระดับ

ข้อสรุปลำดับแรก
เป็นข้อบ่งชี้ที่แน่นอน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอาหาร วิถีชีวิต การออกกำลังกาย สิ่งแวดล้อม โดยพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ทั้งวัยหมดประจำเดือนและก่อนมีประจำเดือน มะเร็งช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (เฉพาะผู้ชาย) มีไขมันในร่างกายเกินจากค่าดัชนีมวลกายหลังจากอายุ 21 ีไปแล้ว เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม หลังหมดประจำเดือน มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งไต และเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากระดับไขมันที่เป็นส่วนเกินแล้วยังแยกย่อยออกมาอีกว่า คนที่อ้วนลงพุง มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งลำไส้และทวารหนัก

สำหรับอาหารที่คลางแคลงใจกันมานานพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ในงานวิจัยนี้ฟันธงออกมาอย่างแน่ชัดแล้วว่าการ บริโภคเนื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว แกะ แพะ ในปริมาณที่สูงเกิน จะก่อมะเร็งลำไส้ มีคำแนะนำให้บริโภคเพียงสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม ควรหันมาบริโภคเนื้อสีขาว อย่างเนื้อไก่ หมู หรือปลา รวมท ั้งเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม เบคอน อาหารเหล่านี้ต้อง รมควัน บางครั้งต้อง ปรุงรส ใช้เคมีเพื่อให้สี รสชาติและมวลของอาหารอยู่ครบ เป็นอาหาร ที่กินแล้วก่อมะเร็งเช่นกัน ที่น่าตกใจพบว่าการ บริโภคเบต้าแคโรทีน ในรูปแบบอาหารเสริม จะเร่งให้เกิดมะเร็ง แต่ เบต้าแคโรทีนจะให้ผลต่อร่างกายสูงสุดเมื่อ บริโภคผักผลไม้สด ๆ ที่มีสารเหล่านี้ ประเภทผลไม้สีเหลือง เช่น มะละกอ มะม่วง แครอท

ขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์ขึ้นสู่วัยหนุ่มสาว ออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาที จนเข้ าสู่วัยผู้สูงอายุ จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งเต้านม (โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือน) และมะเร็งเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากนี้ผลวิจัยเป็นที่แน่นอนแล้วว่า แม่ควรให้นมลูกและเด็กทารกควรที่จะได้รับน้ำนมแม่ สามารถ ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมทั้งก่อนและหลังหมดประจำเดือน ทั้งนี้ควรให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกคลอดจนถึง 6 เดือนโดยไม่มีการให้อาหาร หรือเครื่องดื่มใด ๆ เลย รวมทั้งน้ำด้วย



ต่อมาข้อสรุปลำดับที่ 2
เรียกว่าเป็นที่แน่นอนบ่งชัดเจน หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ในข้อนี้80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในข้อแรกเชื่อได้ 90 เปอร์ เซ็นต์ ในข้อนี้เน้นหนักด้านอาหาร พบว่า การบริโภคผักใบ ลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งช่องปากคอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ผักกลุ่มหอมป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร การบริโภคผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด ช่องปาก คอหอย กล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร

ลำดับที่ 3
ลดหลั่นเป็นเปอร์เซ็นต์ลงมาภายใต้เงื่อนไขเดียวกันคือความสัมพันธ์ของอาหาร วิถีชีวิต ในข้อนี้เรียกว่ามีความเป็นไปได้พบว่าการบริโภคอาหารที่มีไลโคปีน ซึ่งมีมากในมะเขือเทศ ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก

นักวิชาการคนเดิมจากสถาบันโภชนาการ ม.มหดิล บอกอีกว่า แม้สารไลโคปีนจะมีมากในมะเขือเทศ แต่ถ้าไม่ทำให้มะเขือป่นละเอียด บริโภคไปร่างกายก็ไม่ได้รับสารไลโคปีนอยู่ดี ดังนั้นการบริโภคมะเขือเทศสด แบบชิ้น ๆ กับการบริโภคซอสมะเขือเทศอย่างหลังได้รับ ไลโคปีนมากกว่า นอกจากในงานวิจัยเรื่องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง นักวิชาการทั่วโลกแนะนำว่าไม่ควรบริโภคผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง เว้นแต่เจ็บป่วยหรือมีภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง

ปัจจุบันพฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยเปลี่ยนไปโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและคนวัยหนุ่มสาวบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น ที่เห็นได้ชัดจากวัฒน ธรรมการกินอาหารบุฟเฟ่ต์ ร้านเนื้อย่างหมูกระทะต่าง ๆ สอดคล้องกับงานวิจัยนี้ ข้อแนะนำของการกินเพื่อต้านมะเร็งในแบบไทย ซึ่งแม้งานวิจัยยังไม่ได้ถูกเลือกจากนักวิชาการ เพราะเป็นงานวิจัยขนาดเล็ก ตามอัตภาพของทุนที่มี แต่น่าชื่อถือและนำไปใช้ได้

ในงานประชุมดังกล่าวข้างต้น ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล นักวิชาการจากสถาบันเดียวกัน ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องศักยภาพต้านมะเร็งของตำรับอาหารไทย

ดร.สมศรี กล่าวว่า ได้ศึกษาเรื่องนำสมุนไพรต่างชนิดมาทำเป็นน้ำพริกแกงต่าง ๆ ได้ทดลองสารสกัดของน้ำพริกแกง 4 ชนิด ได้แก่
- น้ำพริกแกงป่า
- แกงเลียง
- แกงส้ม
- แกงเหลือง และ
- น้ำต้มยำ
นำมาเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า น้ำแกงป่า น้ำแกงเลียง และน้ำแกงส้มมีศักยภาพให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นในร่างกาย ได้มากถึง 45เปอร์เซ็นต์ ขณะ ที่ แกงเหลืองทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่า เมื่อเทียบกัน ดีกว่าการใช้ยาถึง 2เท่า สมุนไพรสำคัญในเครื่องแกงน่าจะมาจากกระเทียมและพริกรวมทั้งสมุนไพรอื่น ๆ
จากงานวิจัยนี้สรุปได้ว่าการบริโภค อาหารที่เป็นสำรับแบบไทย อาทิ แกงเลียงกุ้งสด ห่อหมกใบยอ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวสวย หรือ สำรับ ข้าวเหนียว ส้มตำใส่ แครอท ไก่ทอดสมุนไพร ต้มยำ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง
สอดรับกับงานวิจัยระดับโลกที่ว่าอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนห่างไกลมะเร็งได้อยู่.

 

เอกสารอ้างอิง

1.ผักผลไม้ที่มีวิตามิน ซี สูง

2.ผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

 

บทความยอดนิยม(Top Articles)

สมาคมมังสวิรัติ ชม.(CM TVA)

ร้านอาหารมังสวิรัติ/เจ (Veggie Rest.)

อาหาร-มะเร็ง (Diet-Cancer)

แหล่งข้อมูลฟรี ด้านวิถึมังสวิรัติ/เจนานาขาติ- Free Web of data source about vegetarianism in Thailand and Asia